ทั่วจักรวาลภายในเวบ luangpee.net



วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557, 17:11:46 น. *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ [สมัครสมาชิก.!]
--->>ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหาขั้นสูง  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทบรรยายพระคุณแม่ในค่ายพุทธบุตร  (อ่าน 8900 ครั้ง)
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551, 21:18:06 น.
♪ผู้ดูแล™
นายกรัฐมนตรี
สมาชิกสภาฯ
*****
กระทู้: 3630



เว็บไซต์
« เมื่อ: วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551, 21:18:06 น. »


นักเรียนทั้งหลาย กิจกรรมที่เราจะดำเนินต่อไปนี้ เป็นกิจกรรมต้องการความเงียบและความสงบ พระอาจารย์อยากให้พวกเราได้ตั้งใจทำ…(เพลงประกอบแม่)..เพื่อคุณพ่อคุณแม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาแค่เพียงน้อยนิด พระอาจารย์อยากให้พวกเราได้ตั้งใจทำ เพื่อทดแทนความดี ที่ท่านได้เลี้ยงดูเรามา พระอาจารย์เชื่อว่า พวกเราทุกคนในที่นี้มีพ่อ มีแม่ และก็เชื่อว่าพวกเราทุกคน จะทำเพื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ บางคนในที่นี้ แม่อาจจะจากเราไปแล้วก็มี แต่บางคนคุณแม่ก็ยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม เวลานี้เราตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพื่อผู้มีพระคุณท่านทั้งสอง ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรมที่สำคัญนี้ พระอาจารย์มีเรื่องๆ  หนึ่งที่จะเล่าให้พวกเราได้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ ในตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง…เรื่องมีอยู่ว่า….(เปิดเพลงบรรเลง)
มีครอบครัวครอบครัวหนึ่ง พ่อได้ตายจากไปนานแล้ว ยังเหลือแต่ผู้เป็นแม่กับลูก ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.๖ ชื่อว่า เด็กหญิงต้อย เด็กหญิงต้อยคนนี้ ปกติแล้วจะเป็นคนขี้งอน ชอบเอาแต่ใจตัวเอง เป็นเด็กดื้อด้าน เกเร ชอบเที่ยวเตรี สนุกสนาน เฮฮา ร่าเริง ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อของแม่เลย เวลาแม่สอนก็หาว่าแม่ด่า แม่ดุ ทั้งที่แม่อยากให้เราเป็นคนดี น่าเศร้าใจมาก ลูกสาวตัวเล็กๆ แค่นี้เอง ไม่น่าเป็นไปได้ แม่อุตส่าห์เลี้ยงดูมาจนเติบโตขนาดนี้ แม่สั่งอะไร ใช้ให้ทำอะไร ไม่เคยเชื่อแม่เลย เถียงแม่ ด่าแม่ กระทืบเท้าใส่แม่ บางครั้ง แม่ถึงกับแอบร้องไห้ ในบางครั้ง แม่ทำอะไรไม่ได้ ก็ปิดประตูแอบร้องไห้อยู่คนเดียว เศร้าใจ น้อยใจ ที่แม่ไม่สามารถจะเลี้ยงลูกของแม่ ให้เป็นคนดีเหมือนอย่างลูกคนอื่นเขา ลูกคนเดียวเลี้ยงเอาดีไม่ได้ ถึงกระนั้นแม่ก็ยังรัก แม่ก็ยังห่วง แม่ก็ยังให้ความอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา
ปรากฏว่า วันหนึ่ง แม่รู้สึกปวดท้องมาก คือแม่เป็นโรคประจำตัว เป็นโรคกระเพาะอาหาร ปวดท้องมาก แม่ก็เลยเรียกลูกเข้ามาหา
ลูกจ๋า….. ไปซื้อยาให้แม่หน่อยสิลูก แม่ไม่สบาย เวลานี้แม่รู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เด็กหญิงต้อยกลับบอกว่า แม่มีแขน แม่มีขา ก็ไปซื้อเองสิ หนูขี้เกียจ หนูจะไปเล่นกับเพื่อน
แม่ได้ฟังแล้ว แม่สะอื้น แม่เศร้าใจ นึกเสียใจมาก ทั้งน้อยใจ ทำไมลูกของแม่จึงเป็นเช่นนี้ ขนาดแม่จะตาย ปวดทรมานมากแค่ไหน ป่วยขนาดนี้ ใช้ไปซื้อยาแค่นี้ ก็ไม่ได้ แม่ก็เลยบอกว่า
ถ้าอย่างนั้น แม่จะให้เงิน ๑๐ บาท ลูกจะไปซื้อยาให้แม่ได้ไหม พอเด็กหญิงต้อยได้ค่าจ้าง ก็ไป เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก เขาไม่มีความดี ที่จะตอบแทนพระคุณของแม่เลยหรือ  แม่ให้ค่าจ้าง ๑๐ บาท ต้อยก็ออกไปซื้อยามาให้แม่ พอดีในระหว่างทาง ไปเจอเพื่อนอีกสามคน เพื่อนก็ชวนต้อยไปดูหนังฟังเพลงที่วัด เนื่องจากที่วัด ได้มีงานพอดี แทนที่ต้อยจะคิดถึงแม่ ที่ไม่สบายอยู่ในบ้าน กลับไปเที่ยวกับเพื่อน อย่างสนุกสนาน เฮฮา ร่าเริง ตามนิสัยของต้อย ไม่คิดถึงแม่เลยสักนิดเดียว พออยู่ได้ประมาณ ๖ ทุ่ม-ตี ๑ ดูหนังจบแล้ว ดึกมากพอสมควร เพื่อนกลับหมด ต้อยก็นึกถึงแม่ ขึ้นมาทันที
แม่ไม่สบายนี่ รู้สึกว่า ในเวลานั้น ต้อยมีความรู้สึกผิดปกติ คือ เกิดความรักแม่มาก เกิดความเป็นห่วงแม่มาก ต้อยก็เลยวิ่งไปที่บ้านอย่างสุดชีวิต ในระหว่างที่ต้อยวิ่งมานั้น ท้องฟ้ามืดครึ้มไปหมด เสียงฟ้าร้อยสนั่นหวั่นไหว ดังสนั่นเหมือนกับมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นอยู่ข้างหน้า คล้ายกับว่าเป็นลางสังหรณ์ ต้อยวิ่งอย่างสุดชีวิต พอถึงบ้านไม่ปรากฏแม้แต่แสงไฟ ที่จะเล็ดลอดออกมาข้างนอกบ้าน ต้อยจึงรีบเคาะประตูเรียกแม่
แม่ แม่จ๋าๆ …เสียงเงียบ ต้อยยังกระทึบเท้าใส่อีก แม่ ... แม่มาเปิดประตูให้หน่อยสิ ปรากฏว่า ไม่มีเสียงตอบรับออกมาเลย มีแต่ความเงียบสงัด มีแต่ความว่างเปล่า ได้ยินแต่เสียงจิ้งจกร้องจอแจอยู่ในบ้าน ไม่มีเสียงแม่ตอบรับออกมาเลย ต้อยเคาะประตูหนักเข้า แม่.. แม่เปิดประตูหน่อย ทำไมช้าจัง….ด้วยความที่เธอเป็นคนเจ้าอารมณ์ เธอก็ใช้ลูกไม้เดิมที่เคยทำกับแม่ เด็กหญิงต้อยตัดสินใจผลักประตูเข้าไปในห้องอย่างสุดแรง มีแต่ความเงียบสงัด ไม่มีแสงสว่าง มีแต่ความมืดสนิท ต้อยชักไม่แน่ใจ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยคลานเข้าไปหาแม่ ต้อยค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับลำตัวแม่ ในขณะที่มือของต้อย ไปถูกตัวของแม่นั้น ต้อยต้องตกใจอย่างสุดขีด เพราะว่า ร่างของแม่นั้น ตอนนี้เย็นเฉียบปานน้ำแข็ง มันเย็นเข้าไปในขั้วหัวใจของต้อย ต้อยเขย่าร่างของแม่อย่างแรง แต่แม่กลับไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมาเลย ต้อยต้องการอยากจะรู้ว่า แม่เป็นอะไร ก็เลยยื่นมือออกไป เอานิ้วมือไปแต่ที่ปลายจมูกของแม่ เพื่อต้องการรู้ว่า แม่ยังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า
ในขณะที่ต้อย เอามือไปแตะที่ปลายจมูกของแม่นั้น ต้อยต้องร้องออกมาอย่างแรง ด้วยความที่รู้ว่า ร่างของแม่นั้น ปราศจากลมหายใจแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า แม่ได้จากเด็กหญิงต้อยไปแล้ว
การจากไปของแม่ในคราวนี้ เป็นการจากไปที่ไม่มีวันหวนคืนกลับมา เด็กหญิงต้อยซึ่งแต่ก่อนนั้นเป็นเด็กเกเร เป็นเด็กดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก แต่ตอนนี้ ได้แต่กอดร่างอันไร้วิญญาณของแม่ ร้องไห้ออกมาอย่างโหยหวน อย่างน่าสมเพชเวทนา น่าสงสารเป็นยิ่งนัก
แม่จ๋า.. …แม่… ต้อยกับมาแล้ว ซื้อยามาให้แม่แล้ว แม่ลุกขึ้นมาทานยาสิแม่ แต่อนิจจา.... กว่าเด็กหญิงต้อยจะรู้สึกตัว แม่นั้นก็ได้จากต้อยไปแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก
…..เปิดเพลงแว่วเสียงแม่……..
ขอให้นักเรียนจงกตัญญูรู้คุณ ต่อแม่ให้มากๆ ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อย่ากตัญญูเมื่อท่านตายจากไปแล้ว เหมือนอย่างเด็กหญิงต้อยตอนนี้เลย กว่าจะรู้สึกในพระคุณของท่านได้ มันก็สายเสียแล้ว เพราะว่าแม่นั้น มีพระคุณต่อเราหลาย ๆ อย่าง

 
คำว่า แม่       คำนี้          มีความหมาย
มีพระคุณ       มากมาย       หลายสถาน
แม่เป็นได้       หลายอย่าง       หลายประการ
เป็นธนาคาร       เป็นพระพรหม       เป็นร่มไทร
แม่เป็นผู้       ให้กำเนิด       เกิดลูกรัก
แม่เป็นผู้       ให้ที่พัก          พิงอาศัย
แม่เป็นผู้       ให้ความการุณ       อุนกายใจ
แม่เป็นผู้       ให้อะไรอะไร       ไม่รามือ
ลูกเจ็บไข้       แม่ก็ให้          การรักษา
ลูกโตมา       แม่ก็ส่ง          เรียนหนังสือ
ลูกต้องการ       ตำรา          แม่หาซื้อ
ลูกปรึกษา       หารือ          แม่ยินดี
    แม่ เป็นคำแรกที่ลูกได้รู้จัก คำว่า แม่ เป็นคำที่ไพเราะที่สุดในโลก คนเราทุกคนเกิดมาได้เพราะมีแม่ ผู้ที่ให้ทั้งความรัก ความอบอุ่น และความสงสารแก่ลูก ในขณะที่เราอยู่ในท้องของคุณแม่ คุณแม่ไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร เรามาจากไหน แม่รู้แต่เพียงว่า ผู้ที่อยู่ในทอ้งแม่ขณะนี้คือ ลูก
ลูกผู้ที่จะมาลืมตาดูโลกในเวลาอีกไม่นาน แม่จึงได้ทะนุถนอมลูกของแม่เอาไว้ด้วยความทุกข์ยากจะลำบากยากเข็ญสักเพียงใด แม่ก็พยายามประคับประคองตัวเอง ไม่ให้สิ่งใดมากระทบกระเทือนลูกที่อยู่ในไส้ได้ ทรมานมากอย่างแสนสาหัส ท้องของแม่เริ่มโตขึ้นทุกวันๆ น้ำหนักของแม่เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม่จะเดินไปไหนมาไหน ก็ไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก
วันที่แม่เจ็บที่สุด …ปวดที่สุด…ทุกข์ที่สุด…และทรมานที่สุดคือ…วันที่แม่คลอดเรา การที่แม่คลอดเรานั้น แม่ต้องเสียงกับความตายมาก แต่แม่ก็ไม่เคยกลัวต่อความตายเลยซักนิดเดียว เพราะว่าแม่รักเรามากเหลือเกิน แม่รักเรามากยิ่งกว่าชีวิตของแม่เสียอีก เมื่อลูกอยู่ในท้องครบกำหนดแล้ว เก้าเดือนที่แม่รู้สึกเจ็บปวดท้อง เหมือนใจแทบจะขาดสิ้น แม่รู้สึกเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก แต่แม่ก็ทนได้ ทนเพื่อลูกรักของตัวเอง ในวันที่แม่คลอดลูก แม่จะร้องครวญครางอย่างโหยหวน ด้วยความเจ็บปวด อย่างรวดร้าว แสนทรมาน อย่างไรก็ตาม แม่ก็ยังทนได้ ทนต่อความทุกข์ที่แม่ได้รับ แม่ต้องดิ้นอย่างทุรนทุราย
แม่ทนเพื่อลูก วันเกิดของลูก เกือบเป็นวันตายของแม่ แต่ลูกบางคนคิดว่า วันเกิด เป็นเรื่องของความสุข สนุกสนาน จัดงานเลี้ยงใหญ่โตมโหฬาร ขอเงินจากพ่อ จากแม่มา เพื่อที่จะซื้อของขวัญไปให้เพื่อน ซื้ออะไรต่อมิอะไรมากมาย หลายอย่าง แต่แม่เราละ เราซื้ออะไรให้แม่เราบ้าง ทำอะไรตอบแทนแม่บ้าง ไม่มีเลยใช่ไหม
งานวันเกิด       ยิ่งใหญ่          ใครคนนั้น
ฉลองกัน      ในกลุ่ม         ผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ       สรรเสริญ       เพลินทะนง
วันเกิดส่ง       ชีพสั้น          เร่งวันตาย
 อีกมุมหนึ่ง       ซึ่งเหงา          น่าเศร้าแท้
หญิงแก่ๆ       นั่งหงอย       และคอยหาย
จากวันนั้น       ถึงวันนี้          อันตราย
แม่คลอดสาย       โลหิต          แทบปลิดชนม์
วันเกิดลูก       เกือบคล้าย      วันตาย แม่
เจ็บท้องแท้       เท่าไหร่          ไม่เคยบ่น
กว่าอุ้มท้อง       กว่าจะคลอด       รอดเป็นคน
เติบโตจน      บัดนี้          นี่เพราะใคร
แม่เจ็บปวด      เจียนขาดใจ      ในวันนั้น
กลับเป็นวัน       ลูกฉลอง      กันผ่องใส
ได้ชีวิต         แล้วก็หลง      ระเริงใจ       
ลืมผู้ให้         ชีวิต         อนิจจา
(...เปิดเพลง กว่าจะคลอด)
แม่ เมื่อคลอดลูกของตัวเองแล้ว เป็นวันที่แม่ยิ้มด้วยความเบิกบานและรำพึงอยู่ในใจว่า ลูกของเราปลอดภัยแล้ว ลูกของเราเกิดแล้ว เราได้เห็นหน้าลูกวันนี้ แม้ว่าชีวิตของเราจะดับดิ้นอยู่ตรงนี้ก็ตาม ขอให้ลูกของแม่ปลอดภัยก็พอแล้ว นี้แหละหนาน้ำใจ อันดีงามของแม่ที่มีต่อลูก ขอให้ลูกๆ ที่รักของแม่ทั้งหลาย จงนึกถึงพระคุณของแม่อยู่เสมอว่า แม่ต้องเสียงต่อความตาย ก็เพราะใคร ในขณะที่แม่คลอดเรานั้น บางคนแม่ก็ตายไปจากลูกก็มี….แต่บางคน ลูกกลับตายไปจากแม่ก็มี สร้างความเศร้าใจและก็เสียใจให้กับแม่อย่างใหญ่หลวง ในโลกนี้ ไม่มีใครรักเราเท่าแม่ แม่รักเรามากกว่าชีวิตของแม่เสียอีก ในขณะที่พระอาจารย์กำลังบรรรยายเรื่องพระคุณของแม่อยู่นี้ สิ่งใดที่ไม่ดี ก็ขอให้นักเรียนทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสียใหม่ จะได้เป็นที่รักของพ่อของแม่ เพราะแม่อุตสาห์เลี้ยงดูเรามา ด้วยความยากลำบาก แต่พอโตขึ้นมาหน่อย กลับด่าแม่ ตีแม่ เถียงแม่ ทำร้ายแม่ ทำให้แม่ต้องผิดหวัง ทำให้แม่ต้องเสียใจ ในบางครั้ง ถึงกับทำให้แม่ต้องหลั่งน้ำตา น้ำตาของแม่ที่ไหลรินออกมา เพราะลูกชั่ว มันเป็นน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความน้อยใจ ที่แม่ไม่สามารถจะเลี้ยงลูก ให้เป็นคดีได้ เหมือนอย่างลูกคนเขา

ลูกคนใดกระทำกรรมแก่แม่       สุดเลวแท้ชั่วช้าสิ้นราศรี
ลูกด่าแม่ลูกตีแม่ลูกกาลี          ลูกทรพีทำแม่ช้ำน้ำตาริน
น้ำตาแม่รินไหลเมื่อลูกร้าย       น้ำตาแม่เป็นสายเมื่อลูกหมิ่น
น้ำตามแม่หลั่งลงรดพื้นดิน       เมื่อได้ยินลูกเสเพลเนรคุณ
นักเรียนทั้งหลาย ถ้าพระอาจารย์ถามว่า พวกเราจะเลี้ยงตอนไหน บางคนก็ตอบว่า ขอให้หนูเรียนจบก่อน บางคนก็บอกว่า ให้หนูได้ทำงานดีดีก่อน บางคนบอกว่าให้หนูอายุได้ ๒๕ ปีก่อน นี้เป็นคำที่ลูกๆ ตอบมา พวกเธอคิดดีแล้วหรือยังว่า เราจะเลี้ยงแม่ในตอนนั้นได้ กว่าจะถึงวันนั้น แม่ของเราอาจจะตายเสียก่อน อย่าทำตัวเหมือนกับเศรษฐีบางคน ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ไม่เคยปฏิบัติรับใช้แม่เลย ไม่เคยเอาใจใส่แม่เลยแม้แต่น้อยนิด พอแม่ตายลงไปเท่านั้น รีบนำศพของแม่ไปใส่ไว้ในโลงทอง นิมนต์พระมาสวด ๗ วัน ๗ คืน จัดงานใหญ่โตมโหฬาร อวดอ้างชาวบ้างให้เขารู้ว่าตัวเองเป็นลูกกตัญญู มีข้าวต้มถ้วยหนึ่ง น้ำครึ่งแก้ว และผลไม้อีก ๒–๓ ลูก เอามาวางไว้ข้างโลงศพของแม่ แล้วยังมีหน้ามาเคาะโลงศพของแม่ แล้วบอกว่า ..แม่ครับ..แม่จ๋า..ลุกขึ้นกินข้าวต้มก่อนนะแม่……แม่จ๋า...พระมาแล้วลุกขึ้นมาฟังพระสวดนะแม่…ต่อให้มีเงิน มีทอง เป็นแสน เป็นล้าน ก็ไม่สามารถเรียกชีวิตของแม่กลับคืนมาได้ นักเรียนที่รักทั้งหลาย ขอให้เราระลึกถึงพระคุณของแม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าปล่อยให้แม่ ต้องตายเสียก่อน แล้วจึงตอบแทนพระคุณแม่ หากว่าลูกคนใด ที่แม่ต้องจากไปแล้ว ก็ขอให้เชื่อมั่นเถิดหนาว่า ถ้าเราทำตัวให้เป็นคนดีแล้ว วิญญาณของแม่ที่จากเราไป จะคอยเป็นห่วงคอยดูแลเราอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น..ขอให้นักเรียนทั้งหลาย รีบตอบแทนพระคุณแม่ ในขณะที่แม่เรายังมีชีวิตอยู่ แม่จะถามเราอยู่เสมอ..ว่า..ลูก หิวไหม .ลูก….เหนื่อยไหม ลูกต้องการอะไร แม่จะหามาให้ทุกอย่าง และจะมีลูกสักกี่คนที่พูดกับแม่ว่า……แม่จ๋า  แม่หิวไหม  แม่เหนื่อยไหม  แม่ต้องการอะไร  ลูกจะหามาให้ทุกอย่าง จะมีลูกสักกี่คนที่พูดอย่างนี้ เปล่าเลย….ไม่มีใครที่พูดกับแม่อย่างนี้ มิหนำซ้ำ ยังใช้แม่ยิ่งกว่าทาสเสียอีก
หน้าที่ของลูก ที่จะต้องตอบแทนพระคุณแม่นั้น ก็คือ จะต้องศึกษาเล่าเรียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจเป็นคนดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อของแม่ ครูบาอาจารย์ ไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน ไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่นั้น เราจะได้ยินเสียงของแม่พูดกับเราอยู่เสมอว่า..เพิ่งกลับมาหรือลูก ไปอาบน้ำ แล้วกลับมาทานข้าวพร้อมกันนะลูก…หากว่าแม่ตายไปจากเราแล้ว เสียงเหล่านี้ จะไม่มีเลย หมอนใบเก่าๆ ที่มีแม่นอนเคียงข้างกับเรา ก็จะไม่มีอีกต่อไป จะมีแต่ความว่างเปล่า จะมีแต่ความเงียบสงัด ..จะมีแต่ความวังเวง…คงไม่มีใครมาปลอบใจเราด้วยความรักและความจริงใจ
ขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่นั้น เราได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน เราจะเข้าไปหาคุณแม่ เอาหัวหนุนตักคุณแม่ แล้วบอกแม่ว่า…แม่จ๋า…ลูกกลุ้มใจ ลูกผิดอย่างนี้ ๆ ถ้าหากเป็นคนอื่นเขา เขาจะด่าเราหาว่าเราอ่อนแอ แต่นี้ แม่จะเอามือลูกศีรษะของเราเบาๆ พร้อมกับบอกลูกว่า..ลูกเอ๋ย..แม้คนทั้งโลก จะบอกว่า ลูกของแม่นั้น ชั่วช้าสามานย์ปานใด แต่…แม่..ก็ยังนึกว่า…ลูกของแม่นั้น เป็นคนดีเสมอ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าเจ้าคือเลือด..คือเนื้อ…คือหัวใจของแม่…ตราบใดที่แม่ยังมีชีวิตอยู่แม่จะรักเจ้าเท่าชีวิตของแม่…ทุกข์ใดที่เจ้ามีอยู่ แม่จะคอยบรรเทาให้เจ้าตลอดเวลา
 นี่คือน้ำใจอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูก ขอให้เราทุกคน จงตระหนักระลึกถึงพระคุณของแม่ ตั้งแต่วันนี้ และรีบตอบแทนพระคุณแม่ ก่อนที่จะสายเกินไป ขอให้ทุกคน จงตั้งใจทำแต่สิ่งที่ดีต่อไป แล้วความสุขใจก็จะมีแก่เรา เราเป็นคนเก่ง เราเป็นคนดี ในขณะเดียวกัน แม่ของเราก็จะปลื้มอกปลื้มใจ การที่เราทำให้แม่ปลื้มอกปลื้มใจนั้น เป็นการต่อชีวิตใหม่ให้ท่าน ให้มีอายุยืนยาวอยู่กับเราต่อไป อย่าทำให้แม่ต้องผิดหวัง อย่าทำให้แม่ต้องเสียใจ อย่าทำให้มีต้องน้ำตาไหลรินอีกต่อไปเลย ถ้านักเรียนคนใด ที่เคยทำให้แม่ต้องเสียใจแล้ว ถือว่าเป็นการฆ่าแม่โดยทางอ้อม เป็นการฆ่าแม่ โดยที่เราไม่รู้สึกตัว
(ปิดธรณีกรรแสง) เปิดเพลงประกอบ
ลูกคือดวงตาดวงใจของแม่ แม่เปรียบเสมือนแสงเทียนที่กำลังส่องแสงสว่าง ที่ต้องอยู่ข้างๆ กายเรา แม่เป็นให้กำเนิด แม่เป็นผู้ให้ชีวิต พร้อมทั้งเป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เรา แม่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงนี้  เป็นลูกที่ดีของพ่อของแม่ เป็นลูกศิษย์ที่ของอาจารย์ ถ้าลูกคนใดเป็นลูกเนรคุณ เป็นลูกที่ไม่รักดี เป็นลูกอกตัญญู ลูกคนนั้น ก็เปรียบเสมือนกิ่งมไม้ ที่คอยจิ้มดวงตาของแม่..ต่อแต่นี้เป็นต้นไป..ต้องตั้งใจเป็นคนดี..ตั้งใจเรียนหนังสือ เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่..และครูอาจารย์..เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน…เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ..เป็นพุทธบริษัทที่ดีของพระพุทธศาสนา..เมื่อเราทำได้เช่นนี้ ความสุขใจ ความชื่อใจ ก็จะเกิดขึ้นกับพ่อแม่ของเรา พร้อมทั้งกับตัวเราเองอย่างแน่นอน ลูกคนใด ที่เคยทำความผิดต่อแม่ ที่เคยทำให้แม่ต้องผิดหวัง เคยทำให้แม่ต้องเสียน้ำตา จงรีบไปให้ท่านอโหสิกรรม ให้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วกลับตัวกลับใจเสียใหม่ สำหรับแม่นั้นพร้อมที่จะให้อภัยแก่ลูกๆเสมอ
นักเรียนที่รักทั้งหลาย
นี้คือบางส่วน บางตอนที่แม่ได้มอบให้ลูก ผู้เป็นดุจแก้วตาดวงใจของแม่ทั้งหลาย ต่อแต่นี้เป็นต้นไป ลูกจะต้องกลับตัวเป็นคนดี และเริ่มชีวิตใหม่
ขอให้เราระลึกถึงพระคุณของแม่อยู่เสมอว่า แม่ต้องทำงานหนักเพราะใคร แม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะใคร  แม่นั้นทำงานหนักก็เพื่อลูก เพื่อส่งเสียให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน เพื่อที่จะได้มีอนาคตที่สดใสต่อไป ในวันข้างหน้า

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน
วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553, 21:11:23 น.
ต้นข้าว
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553, 21:11:23 น. »

ยาวมากเลยอ่า  อ่านแล้วสงสารแม่จัง T T 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553, 21:17:45 น.
ต้นข้าว
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553, 21:17:45 น. »

 T Tแงแงสงสารแม่ง้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา อะแหม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป: