ทั่วจักรวาลภายในเวบ luangpee.net



วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557, 01:50:37 น. *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ [สมัครสมาชิก.!]
--->>ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหาขั้นสูง  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทที่ ๖ - แรงต้าน  (อ่าน 2755 ครั้ง)
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551, 11:01:06 น.
♪ผู้ดูแล™
นายกรัฐมนตรี
สมาชิกสภาฯ
*****
กระทู้: 3630



เว็บไซต์
« เมื่อ: วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551, 11:01:06 น. »


<table class="maeva" cellpadding="0" cellspacing="0" border="0" style="width: 500px" id="sae1"> <tr><td style="width: 500px; height: 360px" colspan="2" id="saeva1"><script type="text/javascript"><!-- // --><![CDATA[ var oldLoad = window.onload; window.onload = function() { if (typeof(oldLoad) == "function") oldLoad(); if (typeof(aevacopy) == "function") aevacopy(); } // ]]></script><embed type="application/x-mplayer2" src="http://multimedia.dungtrin.net/media/meecheewit/06_1.wma" width="500px" height="360px" wmode="transparent" quality="high" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="never" ShowControls="True" autostart="false" autoplay="false" /></td></tr> <tr><td class="aeva_t"><a href="http://multimedia.dungtrin.net/media/meecheewit/06_1.wma" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://multimedia.dungtrin.net/media/meecheewit/06_1.wma</a></td><td class="aeva_q" id="aqc1"></td></tr></table>
ดาวน์โหลด ไฟล์ที่ 1
http://multimedia.dungtrin.net/media/meecheewit/06_1.wma

ดาวน์โหลด ไฟล์ที่ 2
http://multimedia.dungtrin.net/media/meecheewit/06_2.wma

บทที่ ๖ - แรงต้าน
ถ้าปราศจากแรงต้านกิเลส ทุกคนอาจสมสู่กันตามถนนเพียงแรกพบสบตา


แรงต้านจากคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์

 

แม้ไม่รู้จักศาสนาพุทธ แต่ลงถ้าเกิดเป็นมนุษย์ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ได้แก่

 

๑) มโนธรรม

คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือความรู้สึกว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ มโนธรรมเป็นอันเดียวกับความละอายต่อบาป และเหตุผลที่จิตมนุษย์มีความละอายต่อบาปโดยดั้งเดิม ก็เพราะกำเนิดมนุษย์มีได้ด้วยบุญ มิใช่ด้วยบาป

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือจิตมนุษย์นั้นมีความเป็นกุศลโดยพื้นฐาน แม้คนวิกลจริตในโรงพยาบาลบ้าก็ไม่อาจคลุ้มคลั่งได้ตลอดเวลา ต้องมีขณะแห่งการกลับคืนสู่ภาวะปกติบ้าง แตกต่างจากสัตว์นรก เดรัจฉาน และเปรตบางจำพวกที่ถือกำเนิดด้วยบาป ซึ่งจะไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้เลยตลอดอายุขัย จิตมีแต่ความเศร้าหมองและอาการอาละวาดถ่ายเดียวไปจนชั่วชีวิต

ฉะนั้นหากใครถามว่าจะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนบาปอันไหนบุญ อันไหนคุณอันไหนโทษ ก็ต้องให้ถาม ‘มโนธรรม’ อันมีอยู่โดยธรรมชาติของตนนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อโตขึ้นจนเครื่องเพศแสดงตัวชัด ทั้งชายและหญิงย่อมมีความละอายที่จะเปิดเผย โดยไม่ต้องให้ใครบอกว่าส่วนสงวนไม่ควรเปิดเผย เพราะย่อมรู้ว่าเครื่องเพศจะล่อตาและดึงดูดใจให้ใครๆคิดมาสมสู่กับตน เป็นต้น

 

๒) มนุษยธรรม

คือธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ได้แก่เมตตาและกรุณา

เมตตาคือความไม่อยากเบียดเบียน ไม่อยากจองเวร แต่อยากเห็นคนอื่นอยู่ดีมีสุข ความมีเมตตาคือเหตุผลที่ทำให้คนเราไม่วิ่งเข้าไปตบหัวคนที่เราหมั่นไส้ดื้อๆ

ส่วนความกรุณาคือการมีน้ำใจลงมือช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทนนิ่งดูดายไม่ได้เมื่อเห็นใครตรงหน้ากำลังย่ำแย่ ความกรุณาคือเหตุผลที่ทำให้คนกำลังจะจมน้ำได้รับความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ระดับของมนุษยธรรมอาจลดลงเมื่อคนเราเติบโตท่ามกลางการพอกพูนกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขาดการระงับโลภะ โทสะ มีแต่เพิ่มความเห็นแก่ตัวและความเอาแต่ได้ พอถึงขั้นหนึ่งมนุษยธรรมก็อาจเลือนหายไป ซึ่งนั่นก็หมายถึงการลดระดับความเป็นมนุษย์ลงไปด้วย

 

๓) เหตุผล

ด้วยคำถามง่ายๆเช่น ทำไมต้องทำ หรือจะทำไปทำไม แม้แต่คนไร้มนุษยธรรมก็อาจคร้านที่จะทำร้ายใคร ต่างกับสัตว์บางชนิดเช่นตัวต่อ ที่อาจบุกจู่โจมสิ่งมีชีวิตไหนๆก่อนก็ได้ โดยไม่ทันต้องสังเกตว่าใครมีสิทธิ์เป็นอันตรายกับตนหรือไม่ ทั้งนี้เพราะกรรมที่ส่งให้เกิดเป็นตัวต่อนั้น เจืออยู่ด้วยโทสะ เช่นขี้ระแวงขนาดฆ่าได้กระทั่งลูก หรือถือคติถ้าสงสัยให้ฆ่าก่อนแล้วค่อยสืบสวนทีหลัง

ความมีเหตุผลของมนุษย์อาจเสื่อมลงเมื่อกระทำกรรมอันเจือด้วยโลภะและโทสะจนข้ามเส้น ปล่อยให้เมฆหมอกโมหะก่อตัวคลุมบังจิตใจจนมืดทึบ เราจึงเห็นฆาตกรโรคจิตที่วิ่งไล่ฆ่าเพื่อนมนุษย์โดยไม่จำเป็นต้องถามว่าจะทำไปทำไม ทำเพื่อประโยชน์อะไร

 

 

เครื่องยับยั้งโลภะ
 

สิ่งไร้ชีวิต
ได้แก่สิ่งที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดความโลภอยากได้จนเกินขอบเขต เช่น เสื้อผ้า เครื่องหมั้น ทะเบียนสมรส กำแพงกั้น กฎหมาย กฎหมู่ และความเหนื่อยอ่อน

ที่โลกมนุษย์ต้องมีเสื้อผ้าก็เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เครื่องเพศเป็นสิ่งดึงดูดให้มนุษย์อยากสมสู่กัน และมนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่สมสู่กันเอาสนุกโดยไม่จำกัดฤดูกาล อีกทั้งบุญก็ตกแต่งเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ให้เป็นสิ่งน่าพิสมัย หากปราศจากเสื้อผ้า วันๆมนุษย์คงไม่มีแก่ใจทำอะไรนอกจากคิดอยากสมสู่กัน แต่ปัจจุบันเสื้อผ้าไม่ได้อยู่ในรูปของสิ่งปิดบังหรือกั้นขวางความรู้สึกทางเพศนัก ตรงข้าม ได้มีการออกแบบเครื่องนุ่งห่มให้เน้นการแพลมอวัยวะที่ยั่วยุหรือกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ บางทีอาจจะยิ่งกว่าแก้ผ้าไปเลยเสียอีก

แหวนหมั้นเพียงวงเดียวมีความหมายยิ่งกว่าการระบุว่าหญิงคนนี้ถูกจองตัวไว้แล้ว แต่ยังบ่งถึงภาวะยินยอมของผู้หญิงอีกด้วย (จะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) แหวนเป็นสมบัติที่ฝ่ายชายยกให้ฝ่ายหญิง กายหญิงก็ถูกสงวนไว้เป็นสมบัติของฝ่ายชายเช่นกัน แม้ตามประเพณีอันดีงามยังไม่ถึงเวลามอบให้เต็มตัว แต่ก็จำกัดสิทธิ์มิให้ชายอื่นแตะต้องแล้ว

การตกลงปลงใจร่วมหอลงโรงของชายหญิงเป็นการประกาศภาวะคู่ครอง ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่าทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะต้องไม่นอกใจกัน มีกันและกันเป็นคู่นอนเพียงหนึ่งเดียว  ทะเบียนสมรสถูกใช้เป็นใบรับรองตามกฎหมาย มีอิทธิพลทางใจสูงกว่าข้อตกลงด้วยปากเปล่า เนื่องจากมีอำนาจศาลรับรองรายละเอียดปลีกย่อยในการใช้ชีวิตคู่มากมาย เช่นการแบ่งทรัพย์สินหลังถูกฟ้องหย่าเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีชู้

รั้วกำแพง ตู้นิรภัย หรือแม้ผนังห้องธรรมดา ก็เป็นเครื่องกั้นให้เกิดความรับรู้ว่าเป็นเขตส่วนตัว เป็นเขตหวงห้าม หรือเป็นเขตเก็บสิ่งมีค่า โดยปกติจะถูกออกแบบไว้ให้ผ่านเข้าไปยาก และวัสดุยิ่งแข็งแรงเพียงใด ก็ยิ่งบอกเป็นนัยว่าของนั้นมีค่า ถ้าใครคิดฝ่าฝืนเอาด้วยกำลังหรือเล่ห์เพทุบายมากขึ้นเพียงใด ก็ต้องอาศัยกำลังใจในการก่อบาปหนักแน่นจริงจังมากขึ้นเท่านั้น ความสำเร็จในการโจรกรรมที่ยากเย็นอาจนำความปลาบปลื้มภูมิใจมาให้โจร โดยหารู้ไม่ว่าตนได้เพิ่มน้ำหนักบาปให้ทวีขึ้นไปเป็นเงาตามตัว

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันอย่างมีกติกา และไม่ใช่แค่กติกาแบบเล่นเกมเอาสนุก แต่เป็นกฎหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ์อันผู้ใดจะละเมิดมิได้ ฉะนั้นเมื่อเพ่งเล็งอยากได้ของใคร อย่างน้อยก็ต้องคิดว่าถ้าลงมือขโมยมาเป็นของตนแล้วจะผิดกฎหมายหรือไม่ เมื่อผิดกฎหมายจะโดนลงโทษเป็นคุกหรือเป็นการโบย ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น หากปราศจากกฎหมายและบทลงโทษเป็นกำแพงกั้นขวางแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นประกันว่ามโนธรรมของคนๆหนึ่งจะทำงานดีได้แค่ไหน

และสำหรับมนุษย์นั้น ถ้าตัวต่อตัวอาจไม่กลัวกัน แต่หากต้องต่อสู้กับสังคมรอบข้างแล้ว ก็ย่อมเกิดความคร้ามเกรงขึ้นมาบ้าง ทุกวันนี้ก็ยังมีการประชาทัณฑ์นักข่มขืนกันให้เห็นอยู่ แม้เข้าคุกก็ยังเจอเพื่อนนักโทษในคุกกลุ้มรุมทำร้าย หากเป็นคดีสะเทือนขวัญหนักๆเช่นข่มขืนฆ่าเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่าสิบขวบ

การเป็นไข้ที่ทำให้ขาดกำลังวังชาก็ดี การโหมเล่นสนุกจนเหนื่อยอ่อนโรยแรงก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมชาติที่ยับยั้งไม่ให้มนุษย์โลภอยากมีเพศสัมพันธ์เลยเถิด ข้อจำกัดในตนเองของร่างกายมนุษย์จะทำให้ทุกคนต้องหยุดเมื่อถึงเวลา คนที่ไม่รู้จักหยุดคือคนที่จะอ่อนแอลงและอาจตายก่อนวัยอันควร

 

โดยรวมแล้ว เครื่องขวางโลภะทั่วไปอาจยับยั้งการกระทำทางกาย แต่นอกจากความเหนื่อย ความเจ็บ และสภาพใกล้ตายแล้ว ไม่มีสิ่งใดบั่นทอนกำลังความโลภอันเกิดขึ้นทางใจของมนุษย์ได้ และหลายครั้ง อาจกลายเป็นยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเสียมากกว่า

 

สิ่งมีชีวิต
ได้แก่การตั้งครรภ์ การเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ภาวะการเป็นหญิงอายุน้อย ฐานะครูอาจารย์ ความเป็นเพศเดียวกัน ฐานะคนมีเจ้าของ และความไม่มีใจยินยอม

การมีครรภ์หมายถึงภาระที่ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะฝ่ายหญิง ฉะนั้นความอยากมีเพศสัมพันธ์ของฝ่ายหญิงจึงน้อยกว่าฝ่ายชายโดยธรรมชาติ แต่สำหรับฝ่ายชายที่ไม่ได้รับการศึกษาเรื่องผลของการมีเพศสัมพันธ์ดีพอ อาจมองไม่เห็นว่าการตั้งท้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างไร ยิ่งถ้าสมัยใดการทำแท้งดูเป็นเรื่องธรรมดา สมัยนั้นความกลัวอุบัติเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ก็ยิ่งน้อยลงเป็นเงาตามตัว แต่อย่างไรสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การตั้งท้องโดยขาดความพร้อมยังนับเป็นเรื่องร้ายแรงขั้นคอขาดบาดตาย ต้องหนักอก ต้องรู้สึกผิด ต้องเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล ต้องรับผิดชอบหาทางแก้ปัญหาหรือปลงใจแบกปัญหา ฉะนั้นจึงนับว่าธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตในข้อนี้ จึงยังคงมีส่วนยับยั้งโลภะได้อยู่ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการเลือกวันประจำเดือนมาหรือวันประจำเดือนขาด ไม่ใช่หน้ามืดกันได้ทุกวัน

ไม่มีกรรมตายตัวที่ทำให้เกิดเป็นพ่อแม่พี่น้องกัน แต่มีธรรมชาติตายตัวว่าถ้าเกิดจากพ่อแม่เดียวกัน หรือเป็นพ่อแม่ลูกกันแล้วไม่ควรสมสู่กัน เพราะไหลมาแต่องค์กำเนิดเดียวกัน ไม่มีมนุษย์คนไหนอยากไหลกลับไปสู่องค์กำเนิดเดิม คนร่วมสายเลือดจะมีความเป็นกันเอง ร่วมความรู้สึกเป็นเครือพันธุ์เดียวกัน สัญชาตญาณทางเพศจึงบอกทุกคนว่าควรจับคู่กับผู้ที่กำเนิดมาจากสายเลือดอื่น อีกอย่างถ้าสายเลือดเดียวกันมีลูกกันแล้วเด็กจะพิการหรือปัญญาอ่อน สะท้อนให้เห็นภาวะไม่เหมาะสมและควรแก่การละอาย การเป็นคนในครอบครัวเดียวกันเหมือนเป็นเงื่อนไข ทุกคนรู้โดยสัญชาตญาณว่าเป็นเรื่องผิด ต้องห้าม และบัดสีเกินกว่าที่จะทำ แต่ความใกล้ชิดและมีโอกาสได้เห็นวับๆแวมๆบ่อยๆก็เป็นเครื่องกระตุ้นความอยากได้ไม่ยาก ถ้าปล่อยให้อำนาจราคะครอบงำจนคิดฝ่าฝืนด่านกั้นของธรรมชาติ ผลก็คือจะต้องถูกลงโทษด้วยความรู้สึกเป็นทุกข์หนัก เหมือนบาดเจ็บทางกายและมีบาดแผลทางใจ หากยังขืนทำก็จะเป็นชนวนให้ขาดสำนึกผิดชอบชั่วดี กลายเป็นคนด้านชาไม่ละอายต่อบาปทั้งปวงได้ กล่าวได้ว่าเพศสัมพันธ์ร่วมสายเลือดเป็นหนทางลงไปสู่ความเป็นสหายแห่งเหล่าเดรัจฉาน ที่ไม่รู้จักการบันยะบันยังเรื่องเซ็กซ์

ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนกำลังขัดขืนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ยิ่งหากมีอายุน้อย ก็ยิ่งตกอยู่ในสภาพไร้ทางสู้อย่างสิ้นเชิง มโนธรรมจะบอกว่าหญิงในวัยเยาว์สมควรได้รับการทะนุถนอมเหมือนไข่ในหิน แต่โลภะจะบอกไปอีกทางหนึ่ง คือเห็นว่าดีแล้วมันไม่มีทางสู้ เพราะฉะนั้นก็ฉวยโอกาสกอบโกยประโยชน์สุขทางเพศจากวัยเด็กของหญิงนี้แหละ การรังแกคนไม่มีทางสู้ย่อมส่งให้ตกไปอยู่ในภาวะถูกรังแกโดยไม่มีทางสู้เช่นกัน

ฐานะความเป็นครูอาจารย์นั้น ไม่ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชายย่อมสมควรเป็นที่เคารพ เพราะหน้าที่คือถ่ายทอดวิชาความรู้ให้นักเรียนเกิดสติปัญญา คิดอ่านเอาตัวรอดได้ ประกอบสัมมาชีพได้ ฐานะสูงส่งเหนือกว่ากันจึงสกัดกั้นไม่ให้นักเรียนอยากอาจเอื้อม แต่ความไม่อยากอาจเอื้อมนั้นเอง เมื่อพลิกกลับมาเป็นความอยาก ก็จะเป็นความอยากแบบต้องห้าม ซึ่งถ้าห้ามไม่อยู่ก็กลายเป็นแรงเร่งเร้าเกินธรรมดาเสียแทน และฝ่ายครูอาจารย์เองถ้าไม่สำนึกในเกียรติภูมิของตนว่ามีความสูงส่งควรรักษา ก็จะเห็นฐานะครูอาจารย์ของตนเป็นรั้วกั้นที่น่าปีนข้าม และเมื่อไม่เห็นค่าของฐานะสูงส่ง ยอมเอาฐานะสูงส่งมารับใช้ความสนุกทางต่ำ จิตใจก็ย่อมตกต่ำลง เสียความนับถือตัวเอง และอยู่บนเส้นทางลาดลงต่ำโดยง่าย

ตามสามัญสำนึกแล้ว ทุกคนจะมองว่า ‘การร่วมเพศ’ หมายถึงการเอาเพศตรงข้ามมาร่วมเสพกามกัน แต่ความจริงคือธรรมชาติให้เครื่องเพศมาเป็น ‘เงื่อนไข’ เท่านั้น เงื่อนไขคือคู่ประกอบอันเป็นตรงข้ามทำให้รู้สึกเข้ากันได้อย่างไม่ต้องฝืนธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้ห้ามความสำเร็จหากจะเป็นเครื่องเพศชนิดเดียวกัน ฉะนั้นความเป็นเพศเดียวกันจึงเป็นเครื่องต้านชนิดหนึ่ง หาใช่ข้อห้ามตายตัว กลของธรรมชาติคือใครประพฤติผิดหรือมักมากทางเพศ เช่นมีชู้หรือสมสู่ไม่เลือก ในที่สุดความหมกมุ่นก็จะทำให้หน้ามืดมัวเมา เห็นไปว่าจะเป็นใครเพศไหนก็สมสู่ได้หมด จากนั้นก็จะพัฒนาไปอีกขั้น คือเกิดความชอบใจที่ไม่ควรชอบใจ เกิดอาการเบี่ยงเบนทางเพศ ชอบเฉพาะเพศเดียวกันเอง ซึ่งขั้นนี้อาจเกิดขึ้นในชาติปัจจุบันหรือชาติถัดไป สรุปคือความเป็นเพศเดียวกันจะแปรตัวเองจากเครื่องต้านมาเป็นเครื่องลงโทษ ทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างไม่ปกติ

สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องบาดใจได้มากที่สุด ก็คือการได้เห็นคนที่คุณกำลังหลงรักไปเป็นของคนอื่น จะทำให้คุณไม่รู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งที่แตะต้องได้โดยง่ายเหมือนหนุ่มโสดหรือสาวโสด ฐานะความเป็นคนมีเจ้าของอาจถูกประกาศผ่านการจูงไม้จูงมือในที่สาธารณะ อย่างน้อยเมื่อคุณคิดจะจีบเขาก็ต้องรู้แก่ใจว่านั่นคือการแย่งชิง ส่วนจะรู้สึกผิดน้อยหรือรู้สึกผิดมากก็เป็นอีกเรื่อง และยิ่งผู้เป็นเจ้าของมีอิทธิพลมากขึ้นเพียงใด คุณก็จะยิ่งคร้ามเกรง ไม่ด่วนตัดสินใจแย่งง่ายนัก

กล่าวเฉพาะลูกผู้หญิง หากเป็นคนตัวเปล่า พักอยู่คนเดียว ไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องปรากฏรายรอบ ก็คล้ายดอกไม้ที่ไร้รั้วล้อม เห็นแล้วชวนให้นึกว่าอยากเด็ดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นหญิงมีพ่อแม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเลี้ยงตัวไม่ได้ ต้องให้พ่อแม่ดูแล อย่างนี้อาจให้ความรู้สึกเหมือนดอกไม้มีราคาในเรือนกระจก จะเข้าออกไม่เป็นเวล่ำเวลาไม่ได้ คนทำงานแล้วจะเข้าใจความรู้สึกชนิดนี้ได้ดีกว่าเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่ทำงานหาเงินเอง วัยรุ่นอาจมองพ่อแม่ของเพื่อนหญิงเป็นแค่ตัวน่ารำคาญ เพราะฉะนั้นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ปกครองจึงเกิดขึ้นง่ายในวัยนี้ โดยไม่ค่อยจะมีใครรู้ตัวว่าทำการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นไปแล้ว

เพศที่เป็นฝ่าย ‘เสีย’ ไม่ว่าจะในแง่เสียตัว เสียเปรียบ หรือเสียความรู้สึก คือเพศหญิง แต่ผู้หญิงก็มีความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ย่อมมีกำลังต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การไม่สมยอมจึงเป็นแรงต้านในตนเอง ต้องคิดแบบที่นักข่มขืนคิด คือเห็นหญิงเป็นเพียงวัตถุบำบัดความใคร่ และพร้อมจะทำร้ายร่างกายกัน จึงจะสามารถละเมิดสิทธิการครองตัวของสตรีได้ และในเกมกรรมนั้น ผู้ละเมิดย่อมถูกละเมิด ผู้ข่มเหงหญิงย่อมต้องกลายเป็นหญิงที่ถูกข่มเหงในวันหนึ่ง

 

โดยรวมแล้ว ถ้ายังมีมโนธรรมยอมรับเครื่องยับยั้งโลภะตามที่ควร โลภะก็จะไม่กำเริบเป็นการลงมือทำชั่วง่ายนัก แต่หากมโนธรรมถูกทำลาย เครื่องยับยั้งโลภะก็อาจแปรสภาพเป็นเครื่องยั่วยุเอาง่ายๆ

 

เครื่องยับยั้งโทสะ
 

สิ่งไร้ชีวิต
ได้แก่สิ่งที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดโทสะร้อนแรงจนเกินขอบเขต เช่น ธรรมชาติที่งามตา เสียงที่รื่นหู และร่มไม้คลายร้อน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าธรรมชาติเช่นพืชพันธุ์ต่างๆนั้น ไร้ชีวิตในแง่ที่ปราศจากเจตนาก่อกรรมและการรับผลกรรม แต่ก็มีชีวิตในแง่ที่มีวิญญาณรับรู้ความเป็นไปรอบตัว และคนรักต้นไม้ก็มักสื่อความรู้สึกกับวิญญาณของต้นไม้ได้ และพวกเขาก็จะทราบว่าต้นไม้ส่วนใหญ่แผ่คลื่นความเย็นเป็นวงกว้าง น้อยพันธุ์ที่แผ่คลื่นความน่าอึดอัดหรือน่าระคายออกมา

ความเขียวของแมกไม้และสีสันสะดุดตาของไม้ดอกทำให้จิตใจคนเราเยือกเย็นลงได้จริง ดังนั้นหลายคนที่เข้าใจจึงนิยมปลูกสวนหย่อมไว้ในบ้าน นอกจากนี้ ถ้าใครอ้างว่าไม่มีทุน ก็อาจแหงนหน้ามองท้องฟ้ากว้างโล่ง กลางวันมีปุยเมฆขาว กลางคืนมีดวงดาวพราวพราย ภาพกระทบตาเหล่านี้บรรเทาความรุ่มร้อนในอกได้ กับทั้งเมื่อถวิลหาสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ก็ปรุงแต่งจิตให้อ่อนโยนนุ่มนวลลง ป้องกันหรือลดความเป็นคนขี้โมโหลงได้

เสียงของธรรมชาติที่รื่นหูอาจมีผลเท่ากับหรือมากกว่าภาพเย็นตาเสียอีก เนื่องจากจิตคนทั่วไปอาจละความสนใจจากสีสันรูปทรงอย่างรวดเร็ว แต่จะเพลินฟังส่ำเสียงต่างๆได้นานกว่า ทั้งนี้ก็เพราะจิตมนุษย์มีลักษณะคล้ายคลื่นมากกว่าจะเป็นรูปทรง ดังนั้นจึงมีความเข้ากันได้กับธรรมชาติชนิดที่เป็นคลื่นมากกว่ารูปทรง คุณจะพบว่าเสียงคลื่นกระทบหาด เสียงน้ำริน หรือเสียงสายลมผ่านแมกไม้ จะเหนี่ยวนำให้จิตเปลี่ยนระดับความวุ่นวายลงสู่ความสงบราบคาบได้อย่างรวดเร็ว

ต้นไม้มีคุณกับมนุษย์มากมาย ให้ทั้งร่มเงาหลบร้อน ให้ทั้งอากาศที่สดชื่น ให้ทั้งความรับรู้การมาของสายลม คนที่ชอบนอนพักใต้ต้นไม้หลังทำงานเหนื่อยอ่อน มักเป็นคนที่มีความอ่อนโยนและระงับความโกรธได้ง่ายกว่าคนใช้ความคิดอยู่ในห้องแอร์ทั้งวันเสียอีก การหลบร้อนเข้าสู่ร่มเงาปกป้องของต้นไม้บ่อยๆจะทำให้จิตคุ้นเคยกับธรรมชาติของความสงบระงับ คือรู้ว่ามีความร้อน รู้ว่าต้องร้อน แต่ขณะเดียวกันก็รู้จักจังหวะของธรรมชาติที่ให้ร่มเงาไว้เป็นหย่อมๆ ธรรมชาติจะไม่ให้ความร้อนชนิดไร้จุดพัก แตกต่างจากห้องแอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้นหลอกความรู้สึกว่ามีที่ที่เย็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องร้อนเลย พอรุ่มร้อนภายในเลยกระวนกระวาย เพราะไม่ทราบจะซื้อแอร์แบบไหนมาระงับดี

 

โดยรวมจะเห็นว่าธรรมชาติให้เครื่องบรรเทาโกรธไว้มากมาย แต่คนอาจไม่มีเวลาใส่ใจดูหรือใส่ใจฟัง เพราะเอาเวลาไปเกลือกกลั้วคลุกคลีอยู่กับเรื่องชวนร้อนเสียหมด สำหรับคนที่รู้จักธรรมชาติ เข้าถึงธรรมชาติจนขึ้นใจ เพียงนึกถึงดอกไม้งามกับความกว้างของทะเลใหญ่ไพศาล เขาก็มีความสงบจากความกระวนกระวายร้อนรุ่มของปัญหานานาประการได้แล้ว

 

สิ่งมีชีวิต
ได้แก่ บุคคลผู้มีเมตตาธรรมสูง บุคคลที่มีเหตุผลดี บุคคลอันเป็นที่รักและเข้าใจกัน ตลอดจนสัตว์ที่อยู่อย่างเป็นอิสระหรือได้รับการเลี้ยงดูด้วยความอบอุ่น

กระแสจิตของคนใจดีไม่ได้เพียงดับความร้อนใจวูบวาบของคนกำลังโกรธ แต่อิทธิพลของความเย็นจากกระแสจิตที่คงเส้นคงวา จะค่อยๆปรับ ค่อยๆกลบกลืนกระแสความร้อนในจิตของผู้ใกล้ชิดได้อีกด้วย นี่เป็นทำนองเดียวกับคนรักต้นไม้ที่อยู่ใกล้ต้นไม้แล้วซึมซับคลื่นความเย็นจากพวกมันมา ต่างกันตรงที่คนใจดีมีเมตตายังเป็นแรงบันดาลใจให้เห็น ว่าวิธีพูด วิธีต้อนรับสถานการณ์ร้ายๆ วิธีเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ควรทำกันอย่างไร เพียงจดจำวิธีพูดและวิธีทำของคนใจดีไว้แม่นๆ ชีวิตก็มีสิทธิ์โน้มเอียงไปในทางเย็น เป็นคนโกรธยากได้แล้ว

คนมีใจเที่ยงธรรม เห็นเหตุว่าเป็นอย่างนั้น ผลจึงเป็นอย่างนี้ แม้จะยังเป็นคนธรรมดาที่รัก โลภ โกรธ หลงได้เหมือนใครอื่น ก็ได้ชื่อว่าสามารถเป็นเครื่องระงับยับยั้งโทสะให้คนอื่นได้ เนื่องจากมนุษย์ทั่วไปมักขัดแย้งก้ำกึ่งกันอยู่ระหว่างอารมณ์และเหตุผล ดังนั้นเมื่อฟังคนมีเหตุผลดี มีใจเป็นธรรมเห็นตามจริง ภาคของอารมณ์ก็ย่อมลดระดับลง และเปิดทางให้ภาคของเหตุผลทำงานบ้าง

คนที่รักคุณกับคนที่เข้าใจคุณอาจไม่ใช่คนๆเดียวกัน แต่ถ้าคุณโชคดีมีคนๆนั้นอยู่ในชีวิต เขาก็จะดับร้อนให้คุณได้เกือบทุกสถานการณ์ กรรมจะตัดสินให้คุณได้มีคนประเภทนั้นอยู่ในชีวิตหรือไม่ และกรรมที่ว่าก็คือการเป็นผู้เคยให้ความเห็นใจ ยอมทำความเข้าใจ และหมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากคุณไม่เคยทำกรรมประเภทนี้ไว้กับใคร หรือไม่สนใจที่จะเริ่มต้นเสียที ก็อย่าหวังจะได้มีใครหันมาเข้าใจคุณ ทั้งชีวิตคุณจะรู้สึกเหมือนตกอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเข้าใจอะไรคุณเลยสักนิด

สัตว์ทั้งหลายที่เป็นส่วนประกอบของธรรมชาตินั้น เพียงใช้ชีวิตตามปกติของพวกมันก็ทำความรื่นรมย์ให้มนุษย์ได้แล้ว เช่นแค่นกเกาะกิ่งไม้โดยไม่รู้ตัว ก็อาจถูกสายตามนุษย์เฝ้ามองจากระยะไกล เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ทิวทัศน์กว้างเปี่ยมเต็มด้วยชีวิตชีวาขึ้นมาได้ ป่วยกล่าวไปไยสำหรับสัตว์เลี้ยงน่ารักที่คุณให้ความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน เพียงมันเห็นคุณกลับบ้านแล้วเข้ามาเคล้าเคลีย คุณก็ลืมได้ว่าโกรธใครอยู่ เพราะพื้นที่ความโกรธในจิตใจถูกเบียดบังไปให้ความรักความเอ็นดูสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณเสียแล้ว

 

โดยรวมจะเห็นว่าสิ่งมีชีวิตก็เป็นเครื่องห้ามหรือเครื่องบรรเทาความโกรธให้แก่กันและกันได้ แต่ไม่ใช่สักแต่มีชีวิตแล้วจะเป็นเครื่องยับยั้งโทสะ อย่างน้อยต้องมีภาคของจิตที่รู้จักเย็น รู้จักเมตตาเป็น คนที่รักกันมักมีเมตตาให้กัน แต่พอแปลกหน้ากันหน่อยก็นึกว่าไม่ต้องไปห่วงความรู้สึกอีกฝ่ายให้เสียเวลา นั่นเองเป็นต้นเหตุให้โลกนี้เต็มไปด้วยทะเลทรายทางจิต ยากนักจะหาร่มไม้พักพิงเพื่อผ่อนคลาย

 

เครื่องยับยั้งโมหะ
 

ในบรรดาเครื่องยับยั้งกิเลสทั้งหลาย ความเข้าใจถูกต้องตามจริงมีพลังมากที่สุด เหมือนคุณเล่นเกมเก็บดอกไม้ คุณอยู่ในสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง ตามองเห็นวัตถุทั้งหลายแจ่มชัด ขอเพียงมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ว่าดอกไม้ดอกใดเป็นพิษ ดอกไม้ดอกใดสวยแต่มีหนาม ดอกไม้ดอกใดงดงามส่งกลิ่นหอมปราศจากภัยอย่างสิ้นเชิง คุณย่อมไม่หลงเดินเข้าหาดอกไม้มีพิษ หรือเมื่อจะเด็ดดอกสวยที่มีหนามก็ระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือถ้าอยากได้ดอกไม้งามไร้พิษสงก็เดินเข้าไปเด็ดโดยไม่ลังเล เป็นต้น

เมื่อจะทำกรรมลงไปสักอย่าง คนธรรมดาคนหนึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่าตนมีโมหะหนาทึบหรือเบาบาง เนื่องจากธรรมชาติของโมหะนั้น จะปิดกั้นความคิดอ่านและสติปัญญาไม่ให้ทำงาน จึงมีคำกล่าวเตือนใจเช่น ‘รักทำให้คนตาบอด’ ซึ่งหมายถึงเวลาหลงรักหัวปักหัวปำคุณจะไม่เห็นเขาเลวแม้จะแสนร้ายกับคุณเพียงใด หรือนิทานเช่น ‘ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่’ ซึ่งหมายถึงเวลาโมโหหิวคนเราอาจตาลายเผลอฆ่าแม่ตัวเองได้เพียงเพราะนึกว่าแม่เอาข้าวมาให้น้อยไป

เพราะฉะนั้น โมหะจึงไม่ใช่ศัตรูที่คุณสามารถชะล่า ปล่อยให้เข้าถึงตัวเสียก่อนแล้วค่อยคิดรับมือ โมหะเป็นศัตรูตัวร้ายที่คุณต้องไม่เปิดโอกาสให้เข้าถึงตัวได้เลย พูดง่ายๆว่าต้องกันไว้ก่อนแก้ และโดยธรรมชาตินั้น เครื่องยับยั้งโมหะไม่ให้เกิดขึ้นมีดังนี้

๑) ฝึกเห็นความจริง นี่เป็นเรื่องแปลก ทุกคนคงคิดว่าสิ่งใดเป็นความจริง สิ่งนั้นย่อมเห็นได้ง่าย แต่ที่แท้แล้วความจริงเป็นสิ่งเห็นได้ยาก เพราะคนเรามองอะไรๆออกมาจากความรัก ความเกลียด ความกลัว หรือความเขลา ยกตัวอย่างเช่นเพราะรักตนเอง เข้าข้างตนเอง ประกอบกับเกลียดชังคู่แข่งของคุณ กลัวว่าเขาจะได้ดีกว่า คุณจึงเขลาพอที่จะตัดสินว่าเขาผิด เขาเลว เขาไร้คุณค่า แล้วพยายามหว่านล้อมชักจูงให้คนอื่นเชื่อตามคุณ แต่หากคุณมีมนุษยธรรม ไม่ปล่อยให้ความรักหน้าตัวเองครอบงำ กัดฟันยอมรับทีละข้อว่าเขามีข้อดีที่ควรสรรเสริญตรงไหน มีข้อเสียที่ควรช่วยติเพื่อก่ออย่างไร ใจคุณจะปรับระดับคุณภาพให้เข้าใกล้ความเป็นกลาง เหมือนคนเห็นหินใต้ท้องน้ำชัดเจนเพราะน้ำนิ่งใส ไม่ขุ่นกระเพื่อม

๒) ฝึกทำลายความเห็นแก่ตัว เอาเฉพาะในขั้นที่เป็นไปได้ระดับทานเบื้องต้นก่อน ลองสัญญากับตัวเองว่าถ้ามีพอและถูกขอ คุณจะให้ ถ้าเขาไม่ทำเกินไป คุณจะอภัยโดยไม่คิดมาก จากนั้นเขยิบขึ้นมาถือศีลง่ายๆ เช่นสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้ โกรธแค่ไหนจะไม่ลงมือทำร้าย อยากได้แค่ไหนก็จะไม่โกงเขามา มันจุกอกแค่ไหนก็ไม่ลักลอบเป็นชู้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะไม่โกหก และแม้เลิกเหล้าไม่ได้ก็จะไม่ดื่มจนสมองชาขาดสติอย่างเด็ดขาด ข้อสัญญาที่ไม่ยากเกินไปในระดับทานและศีลเหล่านี้จะจำกัดขอบเขตความเห็นแก่ตัวให้อ่อนกำลังลง

 

หลังจากฝึกเห็นความจริงและทำลายความเห็นแก่ตัวสักระยะหนึ่ง จิตของคุณจะเกิดภูมิคุ้มกัน และเหมือนคุณได้สร้าง ‘ตัวที่ไม่เข้าข้างตนเอง’ ขึ้นมาตัวหนึ่ง คอยตัดสินเหตุการณ์ต่างๆอย่างไม่มีโมหะครอบงำ แม้คุณยังมีมานะ มีความถือดี แต่เวลาจะเปรียบเทียบตัวเองกับใคร ก็จะไม่ยกอารมณ์ขึ้นนำหน้า แต่จะเอามโนธรรม มนุษยธรรม และเหตุผลดีๆขึ้นมาเป็นหลักตั้งอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นคน

 

เครื่องต้านการเกิดใหม่

 

นักฆ่าตัวตายให้คำตอบได้ดีว่าทำไมคนเราไม่ควรมีชีวิตอยู่ คำตอบง่ายๆสั้นๆก็คือชีวิตมันเป็นทุกข์!

นักฆ่าตัวตายถูกอยู่ข้อหนึ่งก็ตรงนี้ ชีวิตเป็นทุกข์! ไหนจะต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ไหนจะต้องเจอแรงบีบคั้นให้เลือกอยู่ข้างความดีหรือความชั่ว ไหนจะต้องเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานต่างๆนานาทั้งภายนอกและภายใน หากไม่เกิดเลยก็ไม่ต้องเข้ามาสู่โลกนี้อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ต้องพบกับแรงบีบคั้น ไม่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานใดๆให้ยุ่งยากใจ

ความทุกข์ ความท้อ ความทรมานอันไม่น่าพิสมัย ไม่ชวนให้ติดใจนานัปการในโลกนี้นี่เอง เป็นเครื่องต้าน เครื่องยับยั้งไม่ให้มนุษย์อยากเกิดมาอีก รสชาติอันน่าเข็ดหลาบของการมีชีวิตนี้ เพียงพอสำหรับหลายต่อหลายคน ที่จะตัดสินใจได้ว่าไม่อยากเกิดใหม่อีก หากชาติหน้าจะมีจริง

อย่างไรก็ตาม นักฆ่าตัวตายและคนทั้งหลายผิดอย่างมหันต์ที่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกที่จะไม่เกิดใหม่อีก คือเข้าใจว่าเกมกรรมเล่นง่ายปานนั้น นึกอยากเลิกก็เลิก นึกอยากหยุดก็หยุด เกมกรรมใจร้ายเกินกว่าที่คุณคิด เพียงคิดตัดช่องน้อยแต่พอตัว อยากหลุดรอดจากเกมด้วยการปลิดชีพตนเองดื้อๆนั้น จะต้องถูกปรับ ถูกทำโทษ โดยวัดจากเหตุผลบีบคั้นว่าหนักหนาสาหัสปานใด ฆ่าตัวตายเพื่อตนเองหรือคนอื่น ขณะตายมีจิตที่เศร้าหมองหรือทรงสติไว้ได้ เกมใหม่จะเริ่มเปิดฉากโดยถือเอารายละเอียดของเกมสุดท้ายเป็นเกณฑ์

เครื่องต้านการเกิดใหม่ที่แท้จริงคือการเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยของการเกิดมาเล่นเกมกรรมอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ กับทั้งรู้ให้ถูก รู้ให้ตรง ว่ามีเหตุผลอันใดบีบคั้นให้ต้องเกิดมา ซึ่งตรงนี้บทที่ ๔ ว่าด้วยแรงบีบคั้นให้เกิดใหม่ได้ตอบคำถามไว้แล้วคร่าวๆ นั่นคือเพราะความติดใจในสุขซึ่งมีอยู่บ้างในชีวิตคน ตลอดจนความไม่รู้วิธีหยุดเล่นเกม อย่างมากก็แค่สันนิษฐานไม่ต่างจากนักฆ่าตัวตายทั้งหลาย นั่นคือถ้าไม่อยากเกิดอีก ก็คงแปลว่าไม่ต้องเกิดอีก

ความรู้ทางจบเกมไม่ได้มีมาให้เอง แล้วก็ไม่ได้มาบ่อยๆ ถ้าบทอวสานของเกมกรรมเกิดขึ้นง่ายนัก วันนี้คุณจะไม่เหลือใครเล่นเกมกรรมให้คุณเห็นเลยสักคน

 

บทต่อๆไปจะแสดงวิธีพัฒนาฝีมือในการเล่นเกมกรรมให้ดีขึ้น กระทั่งรู้ว่าจะเล่นต่ออย่างเก่งกาจและเป็นสุขได้อย่างไร และถ้าอยากหยุดเล่นเกมกรรมจริงๆต้องทำตามกติกาข้อไหน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ส่งหัวข้อนี้  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป: